เวลาพูดถึงเสื้อผ้า หลายคนจะนึกถึงดีไซน์ เนื้อผ้า หรือราคาเป็นอย่างแรก แต่จริง ๆ แล้วเสื้อ 1 ตัวก็มี “คาร์บอนฟุตพริ้นต์” เหมือนกันครับ หมายถึงก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นตลอดทาง ตั้งแต่ผลิตเส้นใย ทอผ้า ตัดเย็บ ขนส่ง ซัก ใส่ ไปจนถึงวันที่เราเลิกใช้

เสื้อ 1 ตัวปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่?

ปัจจัยในการคิดจะต่างกันตามหลายอย่าง เช่น

  • เป็นเสื้อผ้าชนิดไหน (คอตตอน / โพลีเอสเตอร์ / ผ้ารีไซเคิล)
  • โรงงานผลิตใช้พลังงานแบบไหน
  • ขนส่งทางเรือหรือทางเครื่องบิน
  • เราซักบ่อยแค่ไหน ใช้น้ำร้อนไหม ใช้เครื่องอบไหม
  • ใช้นานหรือใส่ไม่กี่ครั้งแล้วเปลี่ยน

แต่ถ้าอิงจากงานศึกษาและรายงานที่มีการอ้างอิงกันบ่อย ๆ จะเห็นว่าเสื้อ 1 ตัวอาจอยู่ในช่วงประมาณ หลักหลายกิโลกรัม CO2e ต่อหนึ่งตัว ไม่ใช่ตัวเลขเล็ก ๆ แบบที่หลายคนคิดครับ

ตัวอย่างเช่น งานวิจัยกรณีศึกษาเสื้อเชิ้ตคอตตอนในจีนประเมินไว้ที่ประมาณ 8.771 kgCO2e ต่อ 1 ตัว ตลอดวัฏจักรชีวิต และพบว่าช่วงการผลิตเป็นสัดส่วนใหญ่ของคาร์บอนทั้งหมด อีกฝั่งหนึ่ง รายงาน Carbon Trust (กรณีเสื้อยืดคอตตอนภายใต้สมมติฐานการใช้งาน 50 ครั้ง และซักน้ำร้อนทุกครั้ง) ระบุว่าเสื้อยืด 1 ตัวอาจอยู่ที่ประมาณ 15 kgCO2 ตลอดอายุการใช้งาน และมากกว่าครึ่งมาจากช่วงใช้งาน เช่น ซัก อบ รีด

ทำไมตัวเลขต่างกันเยอะ?

เพราะ “พฤติกรรมการใช้” มีผลมากครับ รายงาน Carbon Trust ชี้ชัดว่า ถ้าเสื้อถูกใช้ได้นานขึ้น คาร์บอนต่อการใช้งานจะลดลง แต่ถ้าใส่ไม่นานแล้วเปลี่ยนบ่อย คาร์บอนรวมจะพุ่งขึ้นเร็วมาก เพราะต้องผลิตเสื้อใหม่แทนของเดิมอยู่เรื่อย ๆ

พูดง่าย ๆ คือ เสื้อไม่ได้ปล่อยคาร์บอนแค่ตอนโรงงานผลิต แต่ปล่อยต่อเนื่องตอนเราใช้ด้วย

จุดที่หลายคนไม่ค่อยรู้

หลายคนคิดว่าคาร์บอนเกิดตอนผลิตอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้ว ช่วงที่เราใช้งานก็มีผลมาก โดยเฉพาะถ้าซักบ่อย ใช้น้ำร้อน หรืออบแห้งเป็นประจำ

อีกเรื่องที่สำคัญคือ ถ้าเสื้อใส่ได้ไม่นานแล้วเปลี่ยนบ่อย คาร์บอนรวมก็จะสูงขึ้น เพราะต้องผลิตเสื้อใหม่เพิ่มตลอด เสื้อ 1 ตัวมีคาร์บอนฟุตพริ้นต์แน่นอน แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับทั้ง “วัสดุ + การผลิต + การขนส่ง + วิธีใช้ของเรา” ดังนั้นเวลาจะเลือกเสื้อ ถ้าอยากช่วยลดผลกระทบต่อโลก การเลือกเสื้อที่ใส่ได้นานและใช้อย่างคุ้มค่า ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ